10 ปีแห่งการรอคอย! “The Dark Tower” นวนิยายระดับอีพิคของ “สตีเฟ่น คิง” ได้ฤกษ์ขึ้นจอเงิน

410

เป็นเวลานานกว่า 10 ปีตั้งแต่ริเริ่มโปรเจกต์ ด้วยชื่อผู้กำกับฯ อย่าง เจเจ อาบรัมส์ ปี 2008 และ รอน ฮาวเวิร์ด (ร่วมโปรดิวซ์) ในที่สุด “The Dark Tower ” นวนิยายระดับอีพิคจากปลายปากกาของ สตีเฟ่น คิง ราชานิยายสยองขวัญ ก็ได้ฤกษ์ขึ้นจอเงินภายใต้การกำกับฯ ของ นิโคลัจ อาร์เซล นักสร้างหนังชาวเดนมาร์ก (เข้าฉายเมืองไทย 10 สิงหาคม 2560)

เรื่องราวยิ่งใหญ่สุดท้าทายจากหนึ่งในนักเขียนที่ได้รับการยกย่องสูงสุดของโลก สตีเฟ่น คิง กำลังจะขึ้นจอ เมื่อ อัศวินปืนไวคนสุดท้าย โรแลนด์ เดสเชน (ไอดริส เอลบ้า) ทำสงครามกับวอลเตอร์ โอ’ ดิม หรือจอมทมิฬ (แมทธิว แม็คคอนนาเฮย์) มาเนิ่นนาน ด้วยความมุ่งมั่นที่จะหยุดยั้งเขาจากการโค่นหอคอยทมิฬ ซึ่งเป็นตัวประสานโลกต่างๆ เข้าด้วยกัน เมื่อมีชะตากรรมของโลกเป็นเดิมพัน ธรรมะและอธรรมจะมาเผชิญหน้ากันในสงครามครั้งสุดท้ายเมื่อมีแต่โรแลนด์เท่านั้นที่จะสามารถป้องกันหอคอยจากจอมทมิฬได้

ไอดริส เอลบ้า ประชัน แมทธิว แม็คคอนนาเฮย์

“The Dark Tower” นำแสดงโดยไอดริส เอลบ้า, แมทธิว แม็คคอนนาเฮย์, ทอม เทย์เลอร์, คลอเดีย คิม, ฟราน ครานซ์, แอ็บบี้ ลีและแจ็คกี้ เอิร์ล ฮาเลย์ กำกับฯ โดยนิโคลัจ อาร์เซล อำนวยการสร้างโดยอากิวา โกลด์สแมน, รอน โฮเวิร์ดและเอริกา ฮักกินส์ บทภาพยนตร์โดยอากิวา โกลด์สแมน และเจฟฟ์ พิงค์เนอร์ ร่วมด้วยแอนเดอร์ส โธมัส เจนเซนและนิโคลัจ อาร์เซล จากนิยายโดยสตีเฟน คิง

จุดเริ่มต้นจากสตีเฟ่น คิง
“จอมทมิฬที่หนีข้ามทะเลทราย โดยมีอัศวินปืนไวตามไล่ล่า” ด้วยถ้อยคำเหล่านี้ สตีเฟน คิงได้จุดประกายโลกทั้งใบ ที่ในที่สุดก็เดินทางขึ้นสู่จอเงินเสียทีใน The Dark Tower ที่นำแสดงโดยไอดริส เอลบ้า ในบทอัศวินปืนไว โรแลนด์ เดสเชน ผู้สาบานว่าจะปกป้องโลกและคู่ปรับตลอดกาลของเขา วอลเตอร์ โอ’ ดิม จอมทมิฬ ที่รับบทโดยแมทธิว แม็คคอนนาเฮย์

ตลอดการทำงาน 50 ปีและหนังสือกว่า 80 เรื่อง คิงสร้างชื่อเสียงในฐานะหนึ่งในนักเล่าเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นักเขียนเจ้าของผลงานเบสต์เซลเลอร์มากมาย ได้รับรางวัล “เนชันแนล มีดัล ฟอร์ ดิ อาร์ตส์” จากประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ ได้รับรางวัล “มีดัล ฟอร์ ดิสติงกวิช คอนทริบิวชัน ทู อเมริกัน เล็ตเตอร์ส” จากมูลนิธิเนชันแนล บุ๊ค และรางวัลอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน

“เจค แชมเบอร์ส” หนุ่มน้อยวัย 11 ปี ผู้รับหน้าที่พา “โรแลนด์” ข้ามโลกมิติต่างๆ เพื่อค้นหาหอคอย

ชื่อของเขาได้รับการยกย่องในทั่วทุกหนแห่งในฐานะประมาจารย์ผู้ผสมผสานโลกในชีวิตประจำวันของเรากับเรื่องเหนือธรรมชาติ และหนึ่งในผลงานชั้นยอดที่อยู่ใจกลางผลงานทั้งหมดของเขา คือ The Dark Tower นวนิยายอีพิคแปดเล่ม ที่เล่าถึงสงครามนิรันดร์ระหว่างธรรมะและอธรรม โดยมีชะตากรรมของหลายโลกเป็นเดิมพัน

“ผมเริ่มเขียน The Dark Tower ตอนอายุ 22 ปี สมัยเพิ่งจบมหาวิทยาลัยใหม่ๆ มันเลยเป็นผลงานที่ครอบคลุมตลอดอาชีพนักเขียนของผมครับ” คิง กล่าว และเมื่อช่วงเวลาที่หนังสือและเรื่องราวต่างๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ คิงก็พบว่ามันไปบรรจบพบกันในโลกของหอคอยทมิฬอย่าง “มิดเวิลด์”

แมทธิว แม็คคอนนาเฮย์ เป็น “วอลเตอร์ โอ’ดิม” หรือ “จอมทมิฬ”

“ผมเริ่มตระหนักว่า ผมมีตัวละครทั้งหมดที่อ้างอิงไปถึงมิดเวิลด์ ซึ่งเป็นโลกของหอคอยทมิฬ มันกลายเป็นจุดศูนย์กลางของโลกสมมติของผม ตัวละครที่ปรากฏตัวในหนังสือเล่มอื่นๆ ก็จะปรากฏตัวใน The Dark Tower และมันก็เป็นในทางกลับกันด้วยครับ” แม้กระทั่งตัวคิงเองก็ยังกลายเป็นตัวละครในนิยายเล่มหลังๆ ด้วย หนังสือชุด The Dark Tower กลายเป็นศูนย์กลางสำหรับโลกส่วนใหญ่ของคิงและได้ปรากฏในหนังสืออีกหลายๆ เรื่องของเขา

คิงได้รับอิทธิพลในการสร้างผลงานชิ้นโบแดงของเขาด้วยการผสมผสานแหล่งที่มาที่เหลือเชื่อหลายอย่างเข้าด้วยกัน “ผมได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก Lord of the Rings ครับแม้ว่าผมจะไม่ได้คลั่งไคล้พวกเอลฟ์ ออร์ค หรือต้นไม้เดินได้เท่าไหร่ แต่ผมชอบสิ่งที่ โทลคีนทำเอาไว้”

ไอดริส เอลบ้า เป็น “อัศวินปืนไวคนสุดท้าย” โรแลนด์ เดสเชน

“ในขณะเดียวกันผมก็ได้ดูหนังเรื่อง The Good, the Bad, and the Ugly และชายนิรนามของ คลินท์ อีสต์วู้ดก็ส่งอิทธิพลต่อผมด้วย นอกจากนั้น ยังมีบทกวีของโรเบิร์ต บราวนิง ที่มีชื่อว่า ‘Childe Roland to the Dark Tower Came’ ซึ่งผมใช้มันเป็นจุดเริ่มต้นของอีพิคแฟนตาซี ผมได้เขียนประโยคที่ว่า ‘จอมทมิฬหนีข้ามทะเลทราย โดยมีอัศวินปืนไวไล่ตาม’ ขึ้นมา ซึ่งผมไม่รู้หรอกว่าเขาใช้ชีวิตที่ไหน มิดเวิลด์คืออะไร หรือมันเชื่อมโยงกับโลกของเราหรืออะไรมั้ยน่ะครับ”

งานสร้างในมือของผกก.นิโคลัจ อาร์เซล
“The Dark Tower” สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อ่านนับล้านๆ คน รวมถึงเด็กหนุ่มคนหนึ่งในเดนมาร์ค ซึ่งถูกจุดประกายจินตนาการจากเหตุการณ์ในมิดเวิลด์ ผู้กำกับนิโคลัจ อาร์เซล ผู้บัดนี้โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว มุ่งมั่นที่จะเป็นคนนำ The Dark Tower สู่จอเงินให้ได้ ด้วยความที่เขาโตมากับหนังสือเรื่อง Dark Tower อาร์เซลชื่นชอบเรื่องราวนี้มากจนเขาเรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง

“ตอนผมอายุ 13 ปี มันแทบไม่มีหนังสือของสตีเฟน คิง เรื่องไหนที่แปลเป็นภาษาเดนิช ผมคลั่งไคล้หนังสือไม่กี่เรื่องที่ผมได้อ่านในภาษาเดนิช ถึงผมจะอายุแค่นั้นก็เถอะ ผมเริ่มหยิบหนังสือนิยายเวอร์ชันภาษาอังกฤษมาอ่าน และผมก็ต้องเรียนรู้การอ่านภาษาอังกฤษสไตล์นิยายตั้งแต่อายุน้อยๆ สตีเฟน คิง เป็นคนสอนภาษาอังกฤษให้กับผมครับ”

ทอม เทย์เลอร์ รับบท “เจค แชมเบอร์ส” หนุ่มน้อยวัย 11 ปี ผู้ค้นพบ “มิดเวิลด์” โลกอีกมิติหนึ่ง

สำหรับอาร์เซล วิธีที่คิงร้อยเรียงองค์ประกอบส่วนตัวและเรื่องราวยิ่งใหญ่ของเรื่องราวเข้าด้วยกันเป็นเหตุผลที่ทำให้มันสร้างความเชื่อมโยงกับผู้อ่านได้มากมาย “มันเล็กพอๆ กับเด็ก 14 ขวบ ผู้มีวิสัยทัศน์ ผู้คิดว่าเขาเป็นบ้า และมันก็ยิ่งใหญ่พอๆ กับวีรบุรุษผู้ต่อสู้กับวายร้าย ที่พยายามจะกอบกู้โลก มันขยายจากสิ่งเล็กๆ ไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆ ครับ”

ศูนย์กลางของเรื่องราวนี้คือหอคอยทมิฬ “หอคอยนี้เป็นสิ่งที่งดงาม น่าทึ่งและทรงอำนาจ มันคุ้มครองโลกไม่ให้แตกสลาย ผมคิดว่า มันอยู่นอกเหนือความเข้าใจของเราครับ” อาร์เซลกล่าว “ผมคิดว่าแฟนหนังสือเรื่องนี้ทุกคนต่างก็มีไอเดียของตัวเองว่าหอคอยทมิฬคืออะไร”

แล้วใครจะให้คำตอบในเรื่องนี้ได้ดีไปกว่าคนที่สร้างมันขึ้นมา คิงเล่าว่า “คุณต้องจินตนาการถึงตัวแกนหรือแกนหมุน ที่มีโลกต่างๆ เชื่อมโยงกับมัน คุณคงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับรถถ้าคุณตัดแกนมันออก คือมันจะไม่วิ่งอีกต่อไป หอคอยเป็นแรงที่สร้างความมั่นคง และอัศวินปืนไวก็เป็นกลุ่มอัศวินโบราณที่อุทิศตนให้กับการคุ้มครองหอคอยครับ แต่พวกเขาถูกกำจัดจนเหลือแค่คนเดียวคือโรแลนด์ และผู้ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเขาคือตัวแทนความหายนะ ผู้ต้องการจะถล่มหอคอยครับ”

ไอดริส เอลบ้า กับบทนำครั้งสำคัญ

ใน The Dark Tower องค์ประกอบแฟนตาซีต่างๆ จะจัดการตัวของมันเอง และการทำให้องค์ประกอบต่างๆ เหล่านั้นให้เกิดความรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องราวของสตีเฟน คิง อาร์เซลต้องการที่จะรักษาความสมจริงของมันเอาไว้

“เราต้องทำให้มันสมจริง โลกใบนี้ยิ่งใหญ่และซับซ้อนมากๆ และหลายครั้งในนิยาย มันก็ค่อนข้างจะแอ็บสแทร็ค ผมอยากให้มิดเวิลด์ ตัวละครและทุกๆ อย่างให้ความรู้สึกสมจริงเหมือนมันมีอยู่จริงในชีวิตประจำวัน ผมไม่อยากได้ตำนานที่ไกลโพ้นหรือให้ทุกคนพูดแบบแปลกๆ ผมอยากให้มันให้ความรู้สึกเหมือนว่าใครๆ ก็สามารถเดินทางไปมิดเวิลด์ เข้าใจมันและอยู่ตรงนั้นได้และรู้สึกได้ว่าพวกเขาคือคนที่มีเลือดเนื้อจริงๆ น่ะครับ”

ด้วยความที่นิยายชุดนี้ได้ช่วยหล่อหลอมความคิดอ่านเชิงศิลปะของอาร์เซล เขาก็เลยกลายเป็นตัวเลือกที่เพอร์เฟ็กต์ที่จะนั่งแท่นผู้กำกับ “ผมชอบหนังที่พาเราไปสู่โลกใหม่ มีไอเดียและตำนานใหม่ๆ และมีการสร้างโลกใหม่ขึ้นมาครับ” เขากล่าว “การมีโอกาสได้กำกับหนังที่สร้างจากเรื่องราวที่ผมใฝ่ฝันถึงเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ ยิ่งสำหรับผมที่มาจากเดนมาร์คด้วยแล้วน่ะครับ!”