“ไทด์” ไม่สนแล้วใบหย่า แค่ห่วงภรรยาต้องแบกภาระหนี้สิน

351

ยังคงคาราคาซังกันอยู่กับกรณีของนักแสดงหนุ่มรุ่นใหญ่ “ไทด์ เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์” ที่ออกมาประกาศว่าจะขอหย่าขาดกับภรรยา “ยุ้ย คนึงนิตย์” เหตุเพราะปัญหาครอบครัว แต่ผ่านมาปีกว่าก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากภรรยา ล่าสุดเจอ ไทด์ ที่งานบวงสรวงละครฟอร์มยักษ์ “จ้าวสมิง” ณ บริษัท โคลีเซี่ยม อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด หมู่บ้านสวนแหลมทอง2 ถนนพัฒนาการซอย 28 เจ้าตัวก็เผยว่าภรรยาก็ยังคงไม่ยอมหย่าให้ โดยที่ไม่บอกกเหตุผลใดๆ

    “ตอนนี้ยังไม่มีการเซ็นใบหย่าครับ ก็ไม่เป็นไรครับ ผมอยู่อย่างนี้ก็มีความสุขดี ผมไม่ต้องการอะไร ถ้าน้องเขาไม่เซ็นให้ก็ไม่เป็นไร ก็เก็บไว้ ไม่มีการติดต่อพูดคุยครับ ตั้งแต่มีเรื่องปีกว่าๆ ก็ไม่ได้เจอหน้ากันเลย ผมก็บอกลูกๆ ว่าถ้าเกิดม่าม๊าอะไรยังไงเราก็ยังเป็นเพื่อนกันได้ ไปไหนมาไหนด้วยกันได้ ไปกับลูกไม่เป็นไร ขอให้เป็นเพื่อนกันเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

     “ผมเองคือคนที่ต้องการหย่า คือมันก็มีเรื่องราวต่างๆ ถ้าเขาไม่หย่าก็ไม่เป็นไร ผมถือว่ามันเป็นสิทธิของเขา เราจะไปขู่บังคับขู่เข็ญมันก็ไม่ใช่ผม ผมพูดกับเขาดีๆ ว่าหย่ากัน ไม่หย่าก็ไม่เป็นไร สำหรับผมเองผมไม่มีใครหรือมือที่สามอะไรต่างๆ ถ้าเกิดว่าผมจะคบใครหรือเจอใครสักคนที่จะต้องใช้ใบหย่า หรือผมจะไปชอบใครผมว่าไม่จำเป็นนะ ใบหย่ามันก็เหมือนกฎหมายให้เรารู้ว่าเป็นสามีภรรยากัน จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย อยู่ด้วยกัน ประกาศให้ทุกคนรู้ว่านี่คือภรรยา นี่คือสามี แต่เราแยกกันอยู่เกือบ 3 ปีแล้วนะ ถ้าเกิดว่าผมจะมีใครชอบใครก็ต้องบอกเขาแล้วว่าใบหย่านี่ไม่สำคัญได้มั้ย ถ้าจะอยู่กันรักกันหรือยังไงคือผมจะไม่แต่งงานอีก จะไม่จดทะเบียนสมรสกับใครอีกได้มั้ย ถ้าได้ก็โอเคจบไม่มีปัญหา”

     “แต่เขาบอกเขาไม่หย่า (หัวเราะ) เขาก็อยู่ไปอย่างเนี้ย ไม่รู้สิ ผมก็เดาใจเขาไม่ออกว่าเขาคิดอะไรต้องการอะไร ถ้าเกิดเขาพูดมาผมยังสบายใจซะกว่าว่าเขาต้องการอะไร ถ้าเกิดผมจัดการให้ได้ผมก็จะจัดการให้ แต่นี่เขาเงียบๆ เราก็ปล่อยให้เงียบไป ชีวิตผมก็ทำงานเพื่อสังคมแบบนี่อยู่ตลอดเวลา”

     เผยแบ่งกันดูแลลูก และยังสามารถไปไหนมาไหนกันเป็นครอบครัวได้เหมือนเดิม
“เจอครับ ลูกมาอยู่กับผม ศุกร์-อาทิตย์ จันทร์ไปส่งโรงเรียน อังคาร-ศุกร์ก็อยู่กับเขา ตอนเย็นศุกร์ผมก็ไปรับมา คือความรู้สึกของผมดูแล้วเป็นเพื่อนกันดีกว่า มันจะได้เก็บความรู้สึกดีๆ เอาไว้ เก็บความรู้สึกเรื่องราวต่างๆ ที่เราเคยเป็นครอบครัวกันไว้”

     “ลูกๆ ก็ถามครับ ผมก็บอกลูกทุกอย่างว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พ่อตัดสินใจแล้วลูกๆ ก็เห็นด้วยตั้งแต่ตอนแรก แต่ถ้าอยากไปไหนกับพ่อ อยากไปไหนกับแม่ อยากไปไหนที่มีพ่อกับแม่ก็สามารถทำได้ อย่างหลายๆ คู่ที่เขาเลิกกันไปแล้วเขาก็ยังไปเที่ยวกันได้ อย่างไปต่างจังหวัดก็ไปกันเป็นครอบครัวเหมือนเดิมได้ แต่สถานะคือเป็นเพื่อนกัน”

     บอกไม่คิดจะฟ้องร้อง แต่ห่วงว่าต้องแบกภาระหนี้สินถ้าตนเป็นอะไรไป
“ยังไม่มีโอกาสพูดคุยเลยครับ ผมเคยอยากจะคุยนะ คิดว่าหลังจากปีนี้จะเข้าไปคุยกันเป็นราวว่าจะเอายังไง เขาต้องการอะไร ผมไม่คิดที่จะฟ้องร้องเขานะ เพราะว่าเราไม่มีอะไร เราไม่มีคนที่จะมาเร่งรัดว่าทำไมไม่หย่าสักที ผมก็อยู่ของผมอย่างนี้ไป ไม่รู้จะฟ้องร้องเขาเรื่องอะไร (หัวเราะ) ไม่หย่าก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องฟ้องร้อง”

     “ที่ผมอยากจะเข้าไปคุยก็คือเรื่องธุรกรรมต่างๆ ที่เราต้องผ่อนบ้านอะไรต่างๆ สมมติผมเกิดเป็นอะไรขึ้นมาปุบปับเขาต้องรับผิดชอบแทนผมเลยนะ สิ่งที่ผมผ่อนมาหรือเรื่องธุรกรรมการเงินต่างๆ เขาต้องทำต่อจากผมเลยนะ ผมจะเข้าไปคุยกับเขาเรื่องนี้แหละ ว่าเขาไม่หย่าไม่เป็นไร แต่ขอให้โอนค่าบ้าน ค่าที่ดินอะไรที่ต้องผ่อนอยู่ขอให้เป็นของผมคนเดียว เกิดเป็นอะไรขึ้นมาเขาจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน ลูกจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน”

     เผยสาเหตุหลักๆ ที่ต้องหย่าเพราะการทำร้ายร่างกาย
“มันมีเรื่องราวเยอะแยะมากมายนะครับในครอบครัว เราก็ประคับประคองกันมาเพื่อลูก แต่มาวันนึงผมได้ออกข่าวไปแล้วว่าผมรับไม่ได้กับการที่ทำร้ายร่างกาย ผมก็คิดว่าชีวิตคู่ของผมกับเขาก็ต้องยุติลง อย่างอื่นผมรับได้ จะทำอะไรผมก็ได้ จะด่าอะไรผมไม่เคยว่า ไม่เคยโกรธ แต่มาทำร้ายร่างกายแล้วต่อหน้าลูกนี่ผมสุดๆ แล้ว ผมก็เลยต้องขอเขาหย่า”

     “ก็กลัวลูกๆ จะมีปัญหาเหมือนกันนะครับ ครูที่โรงเรียนบางทีก็มาปรึกษาผมเหมือนกัน มีคนนึงที่เขาเครียด เราก็มาพูดคุยกัน ไม่ว่าใช่ลูกจะไม่ได้เจอพ่อ ไม่ได้เจอแม่ ไม่ใช่อย่างนั้น เขาก็เริ่มเข้าใจ”

     “แต่สภาพจิตใจผมโอเคครับ ผมได้ดูแลพี่น้องคนไทย ได้ดูแลลูกๆ ได้ดูแลครอบครัว ซึ่งผมเองก็เป็นเสาหลักนะครับ ก็เป็นห่วงเขานี่แหละถ้าวันนึงผมเป็นอะไรปุบปับตายขึ้นมา เขาเสร็จเลย หนี้สินต่างๆ เขาก็ต้องรับคนเดียว ซึ่งถ้าหย่าจริงๆ ลูกๆ ก็เหมือนเดิม ผมคิดว่าใบหย่าใบนึงมันไม่ได้สำคัญสำหรับผมแล้ว”