เกาะแห่งการลงทัณฑ์ของยูกันดา : เมื่อฉันถูกเอาไปทิ้งให้ตายเพราะตั้งท้อง

992

บางพื้นที่ในยูกันดา เด็กหญิงที่ท้องก่อนแต่งคือความอับอายของครอบครัว และบทลงโทษของพวกเธอคือถูกพาไปปล่อยทิ้งให้เหี่ยวแห้งตายที่เกาะร้างเล็กๆ ที่ไม่มีอะไรนอกจากพงหญ้า คนไหนโชคดีก็อาจจะรอด และหนึ่งในนั้นยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้

“ตอนที่บ้านรู้ว่าฉันท้อง พวกเขาพาฉันนั่งเรือแคนู และพาฉันไปที่อาคัมเปเน่ (Akampene : Punishment Island : เกาะแห่งการลงทัณฑ์) ฉันอยู่ที่นั่น 4 คืนโดยไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ” มาอูด้า คยิตารากาเบียร์เว่ ที่ตอนนั้นอายุ 12 ปี กล่าว “ฉันจำได้ว่าฉันทั้งหิวทั้งหนาว จะตายเอาให้ได้”

เกาะแห่งการลงทัณฑ์

แต่ในวันที่ห้า มีหนุ่มประมงคนหนึ่งพายเรือมาและบอกว่าจะพาเธอไปบ้านเขา “ฉันไม่อยากจะเชื่อเท่าไหร่ ฉันถามเขาว่านี่เขาจะมาหลอกฉัน และผลักฉันตกน้ำใช่มั้ย แต่เขาบอกว่า ‘ไม่ใช่ ชั้นจะมาพาเธอไปเป็นเมีย’ แล้วเขาก็พาฉันมาที่นี่” มาอูด้า นั่งรำลึกความหลังอยู่ที่ระเบียงบ้านที่อาศัยอยู่ร่วมกับสามี

มาอูด้า ใช้ชีวิตอยู่หมู่บ้าน Kashungyera ซึ่งใช้เวลาเดินทางด้วยเรือจากเกาะแห่งการลงทัณฑ์ ซึ่งความจริงเป็นแค่เนินเล็กๆ ที่มีแต่พงหญ้ากลางน้ำ เพียงแค่ 10 นาที และ แพเชี่ยน อาตูแฮร์ นักข่าวบีบีซี ไปสัมภาษณ์เธอถึงที่ ด้วยความช่วยเหลือจาก ไทสัน เอ็มดัมเวซิก้า หลานชายของมาอูด้า และเป็นไกด์ทัวร์ด้วย ที่กล่อมมาอูด้า ให้ยอมคุยกับเธอ และบอกว่า อาตูแฮร์สามารถพูดภาษาท้องถิ่น “Rukiga” ได้

มาอูด้า คยิตารากาเบียร์เว่

มาอูด้า จับแขนเธอแน่น แบบที่ชาว Bakiga จะทำกับญาติที่หายไปนานๆ เธอลืมตาดูโลกก่อนจะมีการทำใบเกิดในหมู่บ้าน เลยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเธออายุเท่าไหร่ แต่ ไทสันประมาณการณ์ว่า ย่าของเขาน่าจะอายุเกินร้อยปี “ย่าเคยมีบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้งก่อนยูกันดาจะประกาศอิสระภาพ (1962) เราใช้ปีนี้นับย้อนกลับไป และเราคิดว่าเธอน่าจะอายุประมาณ 106 ปี”

ตามประเพณของ Bakiga นั้น หญิงสาวจะท้องได้ก็ต่อเมื่อแต่งงานแล้ว และลูกสาวที่ยังเป็นพรมจรรย์หมายความว่าครอบครัวจะได้สินสอดซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นปศุสัตว์ หมายความว่าเด็กสาวที่ท้องก่อนแต่งไม่เพียงเป็นความอับอายของบ้าน แต่ยังหมายถึงความสูญเปล่าของครอบครัว แทนที่จะได้สัตว์มาเลี้ยง แต่ไม่ได้อะไรเลย เพราะฉะนั้น สิ่งที่สาสมของเด็กสาวพวกนี้คือต้องโดนเอาไปปล่อยเกาะ

ความตายรออยู่เบื้องหน้า

ด้วยการที่หมู่บ้านอยู่ในพื้นที่ห่างไกลมากๆ ประเพณีนี้จึงดำเนินต่อไปแม้ในช่วงที่มีมิชชั่นนารี่และนักล่าอาณานิคมเข้ามาในยูกันดา ในศตวรรษที่ 19 และออกกฎหมายให้เลิกทำแบบนี้ และชาวบ้านส่วนใหญ่ในสมัยนั้น โดยเฉพาะผู้หญิง ว่ายน้ำไม่เป็น ดังนั้นถ้าเด็กสาวถูกพาไปทิ้งที่เกาะ เธอมีสองทางเลือกคือ ไม่กระโดดน้ำและจมน้ำตายเอง ก็รอให้ตายจากการอดอาหาร ไม่มีน้ำดื่ม และอากาศที่หนาวเย็น

ถามว่าตอนนั้นกลัวมั้ย มาอูด้าบอกว่า “กับเด็กอายุ 12 ปีแล้วก็ต้องเป็นแบบนั้นนะ ถ้าคุณถูกพาออกจากบ้านไปทิ้งไว้ที่เกาะร้าง กลางทะเลสาบ คุณจะไม่กลัวงั้นรึ?” และจะว่าไปแล้ว ในความโชคร้าย มาอูด้าก็ยังโชคดีด้วย เพราะถ้าเป็นที่หมู่บ้านอื่นอย่างที่ Rukungiri นั้น เด็กสาวที่ท้องก่อนแต่งจะโดนจับไปโยนน้ำตก Kisiizi Falls จนกระทั่งมีเรื่องเล่าว่าเด็กสาวคนหนึ่งลากเอาพี่ชายตัวเองตกลงไปตายด้วย ครอบครัวที่นั่นเลยเลิกฆ่าลูกสาวตัวเอง

“ฉันมีลูกสาวสามคน ถ้าคนใดคนหนึ่งท้องก่อนแต่ง ฉันจะไม่ต่อว่าพวกเค้า หรือทำโทษพวกเค้า”

แน่นอนว่าเจอผลักตกน้ำตก Kisiizi Falls มีโอกาสรอดตายน้อยมาก เทียบกับเกาะแห่งการลงทัณฑ์ เพราะอะไร? เรื่องนี้ต้องขอบคุณหนุ่มเบี้ยน้อยหอยน้อย ไม่มีเงินแต่อย่างมีเมีย การพายเรือไปหาเจ้าสาวที่เกาะร้าง คือการได้เมียแบบไม่เสียเงิน และเมื่อ มาอูด้าถูกพามาที่หมู่บ้าน Kashungyera ของสามี เธอก็กลายเป็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ โดยตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เธอกลายเป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยว และบ้านของเธอจะมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาตามล่าหาตำนานเล่าขาน

หลายครั้งระหว่างการพูดคุย มาอูด้าจะนิ่ง เงียบ และจ้องมองไปที่มือสองข้าง บางครั้งอย่างตอนถามว่าทำไมถึงตาบอด เธอก็หลบเลี่ยง ก่อนจะยกมือสัมผัสมันตามสัญชาติญาณ แต่เรื่องที่จับใจที่สุดหนีไม่พ้นชะตากรรมของเด็กในท้องสมัยที่เธอถูกไปเอาปล่อยเกาะให้ตาย

แผนที่ยูกันดา ที่ไม่มีประเพณีโหดร้ายแบบนี้อีกแล้ว

“ตอนนั้นท้องฉันยังอ่อนอยู่มาก ฉันไม่เคยมีลูก สมัยนั้นคุณสู้เพื่อปกป้องตัวเองไม่ได้เลย ถ้าคุณสู้ พวกเขาก็จะทุบตีคุณ” มาอูด้า กล่าว โดยแม้จะไม่ได้เล่าให้หมด แต่ก็พอเดาออกได้ว่าเธอคงโดนทุบตี ทำร้ายร่างกายจนแท้งลูก

เหล่าเด็กสาวที่ถูกเอาไปปล่อยเกาะถูกเรียกในภาษาท้องถิ่นว่า “Okuhena” และ มาอูด้า รู้ผลที่จะตามมาหาเธอเกิดท้องก่อนแต่ง “ฉันเคยได้ยินเรื่องของด็กสาวคนอื่นๆ ถูกพาไปเกาะแห่งการลงทัณฑ์ แม้ฉันจะไม่รู้จักพวกเธอก็ตาม มันเลยดูเหมือนว่าฉันจะถูกล่อลวงจากซาตานหละมั้ง”

หนุ่มพายเรือมารับไปเป็นเมีย

ตั้งแต่โดนปล่อยเกาะ เธอไม่เคยรู้หรือได้ยินข่าวเกี่ยวกับผู้ชายที่พาเธอไปสู่เส้นทางแห่งความตายอีกเลย จนหลายปีก่อนเธอได้ยินมาว่าเขาคนนั้นตายไปแล้ว เช่นเดียวกับสามีของเธอ “เจมส์ คิกันเดเร่” ที่เสียชีวิตปี 2001

“โอ้ เขารักฉัน! เขาดูแลฉันอย่างดี เรามีลูกด้วยกัน 6 คน เราอยู่ด้วยกันที่บ้านหลังนี้จนกระทั่งวันที่เขาจากไป” มาอูด้า กล่าว และแม้มันจะใช้เวลาหลายสิบปี แต่เธอก็อโหสิให้กับครอบครัวตัวเอง “หลังจากเป็นคริสเตียน ฉันก็ให้อภัยทุกคน แม้กระทั่งพี่ชายที่เป็นคนพายเรือเอาฉันไปเกาะ ฉันจะกลับไปเยี่ยมครอบครัวของฉัน และถ้าฉันเจอพวกเขา ฉันจะทักทายพวกเขา”

มาอูด้ากับ “ไทสัน” หลานชาย

เป็นที่เชื่อกันว่า มาอูด้า คือผู้หญิงคนสุดท้ายที่ถูกเอาไปปล่อยเกาะ และประเพณีนี้ไม่มีอีกแล้วหลังจากการมาของศาสนาคริสต์ ตลอดจนความเข้มงวดเอาจริงเอาจังของรัฐบาล แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กสาวที่ท้องก่อนแต่งจะไม่ถูกดูแคลน และมันเป็นทัศนคติที่ มาอูด้า สะอิดสะเอียน

“ฉันมีลูกสาวสามคน ถ้าคนใดคนหนึ่งท้องก่อนแต่ง ฉันจะไม่ต่อว่าพวกเค้า หรือทำโทษพวกเค้า ฉันรู้ว่ามันเกิดขึ้นกับผู้หญิงคนไหนก็ได้ ถ้าเดี๋ยวนี้เด็กสาวเกิดตั้งท้องขึ้นมา เธอจะไปหาพ่อที่บ้าน และได้รับการดูแลเอาใจใส่ คนที่ทำอะไรแบบนั้นคือพวกตาบอด”