หนุ่มรัสเซียเก็บเห็ดเจอหม่ี ฮึดชกหน้ารอดตายหวุดหวิดหลังโดนตะปบหนัก

441

ในสภาพร่างกายที่เปียกโชกไปด้วยเลือด จมูกหวิดแหว่งจากการโดนทำร้ายอย่างหนัก อเล็กซานเดอร์ โลปูกิ้น ชายชาวรัสเซียวัย 44 ปี กัดฟันเดินเป็นระยะทางกว่า 4 ไมล์ พาตัวเองออกมาจากใจกลางป่า จนถึงจุดที่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ และโทร.ขอความช่วยเหลือเนื่องจาก….โดนหมีทำร้าย

โลปูกิ้น เดินเข้าป่าไปทำมาหากิน เขาไม่ได้ไปตัดต้นไม้ หรือถางป่า แต่ไปเก็บเห็ด แต่สิ่งที่เขาเจอระหว่างนั้นไม่ใช่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ หรือตำรวจ แต่เจอหมีสีน้ำตัวเบ้อเริ่ม และใกล้ๆ มันคือลูกน้อยที่เกาะติดแม่ของมันอยู่ และตอนนั้นเองที่การต่อสู้ระหว่างสิ่งมีชีวิตสองเผ่าพันธุ์เริ่มขึ้น และกินเวลานานกว่า 10 นาที

“ผมไม่กลัว พอออกจากโรงพยาบาลปุ้บ ผมก็กลับไปหาเห็ดต่อ”
เชื่อว่าหมีมันทำร้ายเขาเพราะต้องการปกป้องลูก

แม้ตัวเองจะโชกเลือด แต่ โลปูกิ้น น่าจะได้รับการชูมือให้ชนะ เพราะจากที่นอนปัดป้อง พยายามขดตัวเพื่อลดอันตราย แต่พอความคิดว่าตัวเองอาจจะตายเอาได้แวบขึ้นมา เขาก็สู้ และสบโอกาสที่จับหัวของเจ้าหมีบ้าเลือดได้ เขาชกๆๆๆ จนหมีชะงัก และสุดท้ายยอมล่าถอย

งานของโลปูกิ้นไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะเขาลากสังขารที่บาดเจ็บสาหัสออกมาจากป่าหนาทึบ จนมีสัญญาณโทรศัพท์ ถึงได้โทร.ขอความช่วยเหลือ “สัตว์พวกนี้ไม่ทำร้ายมนุษย์เว้นเสียแต่ว่ามันจะโดนกระตุ้น หรือยั่วยุ แต่แน่นอนว่ามันย่อมมีข้อยกเว้น ในหมู่พวกสัตว์หน้าขนทั้งหลาย มันก็มีพวกโรคจิตด้วย แค่พวกมันไม่มีโรงพยาบาลจิตเวชแบบเราเท่านั้น”

โลปูกิ้นเล่าถึงจังหวะตะลุมบอนว่า “มันปรี่มาหาผม แล้วก็เริ่มงับหัวผม” เขาบอกว่าพยายามล้วงเอามีดพกมาสู้ แต่สุดท้ายก็หลุดมือไป โดยโลปูกิ้นพยายามเอามือขดตัว มือกุมหัวไว้ และหมีก็ได้ใจ ทั้งกัดทั้งทึ้ง จนคนมันเข้าตาจนถึงฮึดสู้เมื่อรู้ว่ากำลังจะตายแล้ว

ร่องรอยการต่อสู้

ไม่รู้ทำอีท่าไหน หนุ่มเก็บเห็ดจับหัวหมีด้วยมือซ้าย แล้วก็ใช้มือขวา ชกๆๆๆ “ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง มันไม่ใช่ความกลัว ผมผลักมันออกไป และผมจำได้ว่าขนมันนุ่มมาก เราสู้กัน 10 นาทีได้ จากนั้นผมก็เริ่มต่อยหน้ามัน”

การฮึดสู้ทำให้หมีหนีไปพร้อมลูก โลปูกิ้นเล่าต่อไปว่า “เลือดผมไหลออกมาตามแผล และผมอยากล้มตัวลงนอน แต่ผมรู้ว่าผมต้องมีสติ ต้องเดินไปเรื่อยๆ ผมน่าจะเดิน 6 กิโลเมตรได้”

หลังการขอความช่วยเหลือเขาก็ถูกนำไปโรงพยาบาลที่เมืองเซรอฟ ซึ่งโฆษกรพ. บอกว่าจมูกของเขาโดนกัดจนห้อย แต่หมอเย็บคืนให้ และ โลปูกิ้นไม่ได้กลัวการเข้าป่าแต่อย่างใด “เรื่องของเรื่องคือ ผมไม่กลัว พอออกจากโรงพยาบาลปุ้บ ผมก็กลับไปหาเห็ดต่อ”