“นัท” ปลื้มคนชมก๊อบ “อดัม” เหมือนเป๊ะ เผยกลับมารับงานที่ไทยเต็มตัวเหมือนเดิม

320

ทำเอาอึ้งกันทั้งประเทศ ที่หนุ่ม “นัท ณัฎฐ์ ทิวไผ่งาม” แปลงโฉมเป็นนักร้องหนุ่ม “อดัม เลอวีน” แห่งวงมารูนไฟฟ์ ในรายการ I Can see your voice ซึ่งพอเจอนัทในงานเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศที่ถ่ายทำในประเทศไทย ณ โรงภาพยนตร์สยามภาวลัย ศูนย์การค้าสยามพารากอน เจ้าตัวก็บอกว่าปลื้มมาก และภูมิใจกับเทปนี้ที่สุด

“คือตอนเลือกโจทย์นี้ทีมงานบอกไว้แล้วว่ามีเปอร์เซ็นต์หน้าที่จะเหมือน 90 เปอร์เซ็นต์ แต่พอทำเสร็จผมว่ามันเกือบร้อยนะ เพราะหน้ามันเหมือนมากจริงๆ และรอยสักที่เขาปริ๊นมาเขาก็ก็อบมาจากอดัมจริงๆ เลย ตอนแต่งตัวโดยเฉลี่ยในทุกสัปดาห์จะใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง เพราะว่าหน้าต้องติดซีลีโคนเป็นชิ้น เสริมกราม เสริมจมูก อย่างอดัมจมูกเขาเชิดนิดหนึ่งเราก็ต้องติดเสริม กว่าจะแต่งหน้า กว่าจะทำผม กว่าจะติดรอยสักก็นาน”

“ก่อนจะเสร็จเราก็ไม่คิดว่ามันจะเหมือนขนาดนี้ เพราะเราก็รู้สึกว่าการที่เราติดชิ้นเนื้อต่างๆ มันก็น่าจะเหมือนประมาณหนึ่ง ไม่น่าจะเหมือนมาก แต่คราวนี้ผมต้องยอมรับว่าเหมือนอดัมมาเอง ต้องบอกก่อนว่ารายการนี้เป็นรายการที่เราต้องทำการบ้านเยอะ อย่างโจทย์อดัม คือตอนที่เขาแต่งหน้าเอฟเฟคนั้นเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเขาจะแต่งให้เราได้เหมือนขนาดไหน ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำให้ดีคือการทำการบ้านเรื่องท่ายืน ท่าเดินท่าจับไมค์รวมถึงวิธีการร้องเพลง เพื่อให้มันแน่นที่สุด อย่างน้อยถ้าหน้าที่ออกมาไม่ได้เหมือนมาก เราจะได้มีท่าทางที่จะใช่ แต่พอหน้าเหมือนท่าทางใช่มันก็ยิ่งดีไปกันใหญ่”

“วีคนี้ผมภูมิใจมากเพราะเราได้อ่านกระแสในเน็ตแล้วรู้สึกดีมาก คือเวลาเราอ่านคอมเม้นต์เราจะรู้ว่าอันนี้คือของแฟนคลับเรา หรือไม่ใช่แฟนคลับเรา แต่วีคที่ผ่านมามีคอมเม้นท์แม้จะไม่ใช่ของแฟนคลับเราก็ตาม เขาก็ยังแสดงความคิดเห็นเหมือนชื่นชมว่าเขาเห็นเราทำการบ้าน คือมีคอมเม้นต์หนึ่งที่เราปลื้มมาก คือเขาบอกว่า เราเข้าใจเลยว่าทำไมนายถึงได้ไปโกอินเตอร์ คือเรารู้สึกดีใจมาก อย่างน้อยขอแค่ให้มีคนเห็นความตั้งใจและความสามารถเราเพิ่มขึ้นก็พอแล้ว (ยิ้ม)”

ตัดสินใจไม่ต่อสัญญาที่เกาหลี กลับมารับงานที่ไทยเหมือนเดิม
“ตอนนี้ผมหมดสัญญากับค่ายที่เกาหลีแล้วตั้งแต่มิถุนายนปีที่แล้ว และตั้งแต่นั้นมาผมก็ไม่ได้กลับไปที่เกาหลีเลย เราก็ทำงานที่ไทย และเป็นฟรีแลนซ์มาโดยตลอด ถามว่าเสียดายไหม มันไม่เสียดายตรงที่ผมได้ประสบการณ์หลายอย่าง เวลาที่เรากลับมาทำงานผมได้เห็นว่าประสบการณ์ที่ผมได้จากที่โน่นเราได้นำกลับมาใช้จริงที่นี่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวิธีการร้อง วิธีการทำงาน แม้กระทั่งนิสัยเช่นการอดทน หรืออะไรหลายๆ อย่างที่เราจะต้องมี”

“ถ้าจะบอกว่าไปแล้วไม่ประสบความสำเร็จ เราต้องมองก่อนว่าความประสบความสำเร็จนั้นวัดตรงไหน มากกว่า เพราะในส่วนของผมนั้นการไปที่นู่นเพราะเราหวังว่าเราจะได้ประสบการณ์กลับมา คือถ้าตอนโน้นมีคนมาถามว่าผมยินดีที่จะไปอยู่เลยแบบรุ่นพี่รุ่นน้องบ้างคนที่โน่นไหม ผมก็ไม่นะ เพราะผมจะทำงานไปๆ มาๆ เพราะผมเป็นคนติดบ้าน และติดกรุงเทพ เพราะฉะนั้นการทำงานของผมมันค่อนข้างชัดเจนว่าเราคงได้ทำงานประมาณนี้แหละ เพราะตอนนี้อายุเราก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และที่นั่นก็มีช่วงอายุของทีมเวิร์คของมัน อายุผมตอนนี้เป็นนักแสดงในเมืองไทยน่าจะเหมาะสมที่สุด”

“ตอนนี้ก็โฟกัสงานที่ไทยเต็มที่ เวลาเจอสื่อผมก็จะบอกตลอดว่าตอนนี้กลับมาทำงานที่ไทยแล้ว ผมค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นอิสระ เป็นฟรีแลนซ์ตั้งแต่ออกจากค่ายเพลงเดิม ถามว่ามีค่ายเพลงอื่นมาถามไหม ก็มีบ้างแต่ผมก็ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นฟรีแลนซ์แฮปปี้มาก ขออยู่เป็นฟรีแลนซ์ไปก่อน”