ต้องรอด : สองวันที่มืดมิดในถ้ำใต้น้ำและอ๊อกซิเจนที่กำลังจะหมด

1567
(Image: Toni Cirer)

เมื่อกว่า 4 เดือนก่อน ซิสโก้ การ์เซีย ประสบพบเจอสิ่งที่นักดำน้ำทั้งหลายบรรยายตรงกันอย่างพร้อมเพรียงว่า “ฝันร้ายที่สุด” เมื่อเขาพบว่าตัวเองอยู่ในถ้ำใต้น้ำ อาศัยอากาศเพียงน้อยนิดในนั้นหายใจระหว่างรอความช่วยเหลือ แต่เมื่อเวลาผ่านไป จากชั่วโมงกลายเป็นกี่วันไม่รู้ สิ่งที่เขาคิดตอนนั้นคือ เขาอาจไม่ได้ออกไปสู่โลกภายนอกอีก

ย้อนไปวันเสาร์ที่ 15 เมษาน 2560 ซิสโก้ การ์เซีย อาจารย์วิชาภูมิศาสตร์ ออกไปดำน้ำตามปกติที่มายอร์ก้า เขามักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงสุดสัปดาห์สำรวจ และทำแผนที่ระบบถ้ำใต้น้ำที่ซับซ้อนของเกาะ “ข้างใต้ของมายอร์ก้าสวยกว่าข้างบนเสียอีก” เขากล่าว

ซิสโก้ การ์เซีย กับแทงค์อ๊อกซิิเจน 4 ถัง ถังหนึ่งใช้ได้ 1 ชั่วโมง (Image: Pere Gamundi)

ครั้งนี้เขากับเพื่อนร่วมทริป “กีเยม มาสกาโร่” ไปสำรวจ “ซา ปีเกต้า” ถ้ำใต้น้ำขนาดใหญ่ ที่ข้างในมีถ้ำเล็กๆ ถูกแบ่งย่อยซอยออกคล้ายเขาวงกต พวกเขาใช้เวลาในน้ำนานเป็นชั่วโมงกว่าจะไปถึงที่นั่น ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง

พวกเขาไม่รู้เลยว่างานเข้าแล้วจนกระทั่งตอนกำลังจะกลับ การ์เซียดำไปจ๊ะเอ๋กับมาสกาโร่โดยบังเอิญตรงทางแยกทางหนึ่ง และทำให้ตะกอนใต้น้ำคลุ้งขึ้นมา มองนั่นนี่ไม่เห็น และเมื่อพวกเขารู้ตัวอีกทีก็พบว่า เชือกไนล่อนนำทางของพวกเขาขาด หลุดหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้

ในถ้ำเกิดตะกอนใต้น้ำได้ง่ายๆ (Image: Toni Cirer)

“คือเชือกนี้มันเอาไว้นำทาง เราปล่อยมันไว้พอเราเข้าไปในถ้ำเพื่อที่เราจะได้กลับออกมาถูก เราได้แต่เดาว่ามันอาจจะมีหินหล่นลงมา และเราใช้เวลา 1 ชั่วโมงอันมีค่าหมดไปกับการพยายามควานหามัน ซึ่งเปล่าประโยชน์” การ์เซีย วัย 54 ปี กล่าว

ณ เวลานี้ พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤติแล้ว พวกเขาใช้อ๊อกซิเจนสำหรับว่ายเข้า-ออกถ้ำ ตลอดจนอ๊อกซิเจนฉุกเฉินไปเกือบหมด โชคดีที่ การ์เซีย นึกออกว่าเคยมีนักดำน้ำพูดถึงโพรงถ้ำแห่งหนึ่งที่มีอากาศหายใจ (air pocket) เขากับมาสกาโร่เลยไปที่นั่น และปรึกษาหาทางรอด

“เชือกนำทาง” สำคัญมากในการดำน้ำเข้าถ้ำ (Image: Toni Cirer)

แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขารู้คือ “อากาศ” ที่เหลืออยู่มันเพียงพอให้คนเดียวว่ายออกไป “เราตัดสินใจว่าผมจะอยู่เอง และ กีเยมจะเป็นคนออกไปขอความช่วยเหลือ เขาตัวเล็กกว่าผม ใช้อากาศน้อยกว่า และผมก็มีประสบการณ์ในการหายใจด้วยอากาศในถ้ำ ที่จะมีคาร์บอนไดอ๊อกซ์ไซด์เยอะกว่าปกติ มากกว่าเขา”

ถึงกระนั้น มันก็มีความเสี่ยงที่ มาสกาโร่จะหลงทาง การ์เซียเล่าว่า “มันก็คงเหมือนกับการขับรถฝ่าหมอกนั่นแหละ กีเยมไม่อยากทิ้งผมไว้เท่าไหร่ แต่เราก็รู้ว่ามันเป็นทางรอดทางเดียวของเรา”

พอ มาสกาโร่ จากไป การ์เซียก็ถอดอุปกรณ์ทั้งหมดออก แล้วสำรวจโพรงถ้ำ มันเป็นถ้ำใต้น้ำที่มีความยาวประมาณ 80 เมตร กว้าง 20 เมตร และช่องว่างระหว่างผิวน้ำถึงเพดานถ้ำคือ 12 เมตร เขายังพบด้วยว่าผิวน้ำของทะลสาบสามารถใช้ดื่มได้ และเขายังเจอหินเรียบขนาดใหญ่ เอาไว้พักตัวเองเหนือน้ำ แต่ปัญหาอีกอย่างคือการ์เซียต้องควบคุมการใช้ไฟฉาย เมื่อไฟฉาย 3 กระบอก ใช้ได้กระบอกเดียว แถมถ่านใกล้หมดแล้วอีกต่างหาก

ถ้ำตกอยู่ใต้น้ำหลังโดนน้ำท่วมเมื่อ 60,000 ปีที่แล้ว (Image: Toni Cirer)

“ผมจะเปิดไฟก็ต่อเมื่อผมปวดปัสสาวะหรือต้องปีนลงไปกินน้ำ” การ์เซีย กล่าว และที่เหลือเขาไม่มีอะไรต้องทำมากนักนอกจากรอ ในความมืดสนิท และหวังว่าจะมีคนมาช่วย “ผมถามตัวเองว่าทำไมถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วยหลังจากดำน้ำมาตั้งหลายปี”

“แต่ช่วง 7-8 ชั่วโมงแรกผมมีความหวังจริงๆ นะ เพราะผมคิดว่า กีเยมจะออกไปได้ แต่พอเวลาผ่านไป ผมก็เริ่มหวังน้อยลง และอดคิดไม่ได้ว่า – กีเยมอาจจะหลงทาง และตายไปแล้ว และไม่มีใครรู้ว่าเราติดอยู่ตรงนี้”

จากนั้นก็ได้เวลาคิดถึงคนที่เขารัก “ผมมีลูกสองคน ลูกชายอายุ 15 ปี กับลูกสาวอายุ 9 ปี ผมคิดถึงเรื่องที่ว่าพวกเขาต้องเสียพ่อตั้งแต่เด็ก และคิดว่าพวกเขาจะเป็นยังไงบ้าง” การ์เซีย กล่าว

ดำน้ำแบบนี้จะหลงทางก็ไม่แปลก

การ์เซียพยายามควบคุมสติ แต่สุดท้าย ผลพวงจากการสูดหายใจเอาคาร์บอนไดอ๊อกซ์ไซด์เข้าไปมากเกินไป จากปกติ 0.04% บนบก เทียบกับ 5% ในถ้ำ ก็เริ่มมีผล “ผมปวดหัว แล้วก็เหนื่อยจากการขาดอ๊อกซิเจนจนนอนไม่ได้ สมองผมเบลอไปหมด ผมเริ่มมีความรู้สึกว่า เหมือนจะมีแสงไฟในน้ำ แล้วผมก็ได้ยินเสียงบุ๋งๆ เหมือนมีนักดำน้ำว่ายมา แต่พอผมหันไปดู ก็ไม่เจออะไรเลย มันแว่วไปเองหมด”

เวลาผ่านไปจนการ์เซียไม่รู้แล้วว่านานแค่ไหน แต่จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงดังเหนือศีรษะเขาขึ้นไป และเขารู้ว่ามาสกาโร่ออกไปขอความช่วยเหลือสำเร็จ “ตอนแรกผมคิดว่าจะได้ยินเสียงถังอ๊อกซิเจนของทีมกู้ภัย ต่อมาผมรู้ว่าพวกเขาต้องพยายามเจาะผ่านหินลงมาแน่ ผมมีความสุขมาก เพราะผมรู้แล้วว่ามีคนหาผมอยู่”

ซิสโก้ การ์เซีย (ภาพจากการดำน้ำครั้งก่อนๆ) เริ่มมีอาการภาพหลอนเพราะขาดอ๊อกซิเจน (Image: Toni Cirer)

แต่แล้วเสียงก็เงียบไป และการ์เซียกลับสู่โหมดดำมืดอีกครั้ง “ผมคิดถึงเรื่องที่ว่าตัวเองกำลังจะตายในแบบที่นักดำน้ำกลัวที่สุด ไม่มีอาหาร ไม่มีอากาศ ไฟผมก็ใกล้หมดเต็มที และผมรู้ว่าผมปีนลงไปกินน้ำแบบมืดๆ ไม่ได้ ผมตัดสินใจว่ายน้ำข้ามไปจุดที่ผมทิ้งอุปกรณ์ไว้ แล้วเอามีดติดมือมา ผมเอามาเผื่อไว้เป็นทางเลือกสุดท้ายถ้าถึงเวลาต้องเลือกว่าอยากตายเร็วๆ หรือตายแบบช้าๆ”

แต่ว่าไม่นานหลังจากนั้น เขาก็คิดว่าได้ยินเสียงเหมือนเสียงคนดำน้ำมาอีกแล้ว “ผมมองดูและเห็นไฟของนักดำน้ำสว่างขึ้น สว่างขึ้นเรื่อยๆ ผมคิดว่าสงสัยจะหลอนไปอีกแล้ว แต่ผมก็รู้จนได้ว่าคราวนี้มันของจริง และผมก็เห็นหมวกโผล่ขึ้มา”

เขาคนนั้นคือ เบร์นาต กลามอร์ เพื่อนนักดำน้ำของเขาเอง “ผมกระโดดลงน้ำ และกอดเขา เขาถามผมว่าเป็นยังไงบ้าง และบอกว่าเขากลัวจริงๆ ว่าผมจะตายไปแล้ว” การ์เซียกล่าว และทราบในเวลาต่อมาว่า มาสกาโร่ไปขอความช่วยเหลือได้อย่างที่วางแผนไว้ แต่ปัญหาทัศนวิสัยในถ้ำ ทำให้ทีมกู้ภัยจนปัญญา

ซิสโก้ การ์เซีย (ขวา) กับเพื่อนที่ช่วยชีวิตเขา เบร์นาต กลามอร์ (ภาพเก่า) (Image: Pere Gamundi)

จากนั้นทีมกู้ภัยเลยหันมาลองเจาะรูเพื่อใช้ส่งอาหารและน้ำดื่มให้เขา ซึ่งอธิบายถึงเสียงดังที่เขาได้ยิน แต่แผนนี้ก็ล้มเหลวอีก จนในที่สุดกลามอร์ กับ จอห์น เฟร็ดดี้ เพื่อนนักดำน้ำ ตัดสินใจว่ายมาช่วยเขาทันทีที่ตะกอนใต้น้ำจางลงพอจะมองเห็นอะไรแล้ว

แต่มันยังไม่จบ กลามอร์ต้องทิ้ง การ์เซีย ไว้คนเดียว เพื่อกลับไปรายงานทีมกู้ภัย โดยเขาทิ้งกลูโคสให้การ์เซียกินเติมพลัง “อีกกว่า 8 ชั่งโมงผมถึงได้ออกมาจากถ้ำ แต่มันก็เป็นแปดชั่วโมงที่มีความสุขที่สุด”

การ์เซียมีอ๊อกซิเจนหายใจ และค่อยๆ ถูกพามายังปากถ้ำ เขาโผล่พ้นน้ำในวันจันทร์ที่ 17 เมษายน รวมเวลาทั้งหมดกว่า 60 ชั่วโมงตั้งแต่เขาดำลงไปครั้งแรก และแน่นอนว่าหนึ่งในคนที่มารอรับเขาขึ้นบกคือ กีเยม มาสกาโร่

ซิสโก้ การ์เซีย ตอนได้รับการช่วยเหลือออกมา (Image: Twitter/@112IllesBalears)

“เราสวมกอดกัน แต่ไม่มีเวลาคุยกัน เพราะพวกเขาพาผมขึ้นรถพยาบาลไปเลย ร่างกายของผมมีปัญหาเมื่อผมขึ้นมาเหนือน้ำ อุณหภูมิของผมคือ 32C ผมจึงเสี่ยงที่จะตกอยู่ในภาวะตัวเย็นเกิน และผมต้องใช้เครื่องช่วยหายใจไปตลอดคืน”

การ์เซีย เล่าประสบการณ์ตัวเองอีกว่า “คุณต้องควบคุมอารมณ์ของตัวเองเวลาออกไปดำน้ำ แต่วันถัดมา ตอนผมเห็นข่าวการช่วยเหลือผมแบบสุดกำลังทางทีวี ผมร้องไห้ ผมซาบซึ้งใจมาก”

แม้เจอเรื่องราวหฤโหดแต่มันไม่ได้ทำให้ การ์เซีย กลัวการดำน้ำ และหนึ่งเดือนถัดมา เขากลับไปที่ ซา ปีเกต้า อีกครั้ง และเขาไปแม้กระทั่งโพรงถ้ำใต้น้ำที่เขาติดอยู่นานสองนาน “ผมไม่ได้โกรธแค้นถ้ำพวกนี้ มันไม่ใช่ความผิดของพวกมัน ลูกๆ ผมไม่ชอบเท่าไหร่ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ห้ามผมดำน้ำ ผมใช้เวลา 24 ปีสำรวจโลกใต้น้ำ มันอยู่ในสายเลือดผมแล้ว”