ขุมนรกวัยเด็ก! พ่อคลั่งลัทธิ เลี้ยงลูกเป็นยอดมนุษย์

745

สิ่งที่ ม็อด จูเลียน เด็กหญิงชาวฝรั่งเศสวัย 8 ขวบ ต้องเจออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้งคือ “จับรั้วไฟฟ้า” นาน 10 นาทีโดยห้ามแสดงออกถึงความเจ็บปวดทั้งทางสีหน้าและร่างกาย ไม่เว้นแม้กระทั่งการกระพริบตา และมันเป็นเพียงหนึ่งในวิธีสร้าง “ยอดมนุษย์” ที่พ่อบังเกิดเกล้าแท้ๆ จัดให้เธอ

“ฉันต้องจับมันไว้ทั้งสองมือ และสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องห้ามแสดงปฏิกริยาใดๆ ตอนที่ไฟฟ้าถูกปล่อยมา ฉันต้องนิ่งไม่ไหวติง” จูเลียน ที่ปัจจุบันอายุ 60 ปี รำลึกอดีตเลวร้าย และหากนี่ยังไม่หนักพอ อีกอย่างหนึ่งที่หนูน้อยต้องเจอเดือนละครั้งคือ ถูกขังข้ามคืนไว้ในห้องใต้ดินที่เต็มไปด้วยหนูเพื่อ “สื่อสารกับความตาย”

ทั้งหมดนี้อยู่ในหนังสือแนวบันทึกความจำชื่อ “The Only Girl in the World” ที่เธอกลั่นกรองมาจากความทรงจำ และจากเนื้อหาในนั้น จูเลียน ที่ตอนนี้เป็นคุณย่าคุณยาย และอยู่ที่ปารีส บอกว่าเธอใช้เวลากว่า 18 ปี ตกอยู่ในความทนทุกข์จากพ่อบังเกิดเกล้า “หลุยส์ ดีดิเย่ร์” ที่เสียชีวิตไปแล้วในวัย 79 ปี เมื่อปี 1981

จูเลียนกับพ่อ

หลุยส์ เป็นสมาชิกขององค์กรฟรีเมสัน (Freemasonry) ซึ่งเชื่อในเรื่องของวันสิ้นโลก และการมีอยู่ของปีศาจ ทำให้ จูเลียน ในสายตาของเขาคือผู้นำ และผู้ปกป้องของเขา โดยเธอบรรยายถึงพ่อของตัวเองแบบสั้นๆ ได้ใจความว่า “เขาเสียสติ แล้วก็ติดเหล้า”

ดีดิเย่ร์ ให้ จูเลียน กำเนิดมาอย่างมีวัตถุประสงค์ แถมบิดเบี้ยวตั้งแต่ต้น เพราะเขาเริ่มด้วยการรับ “จีนไนน์” เด็กหญิงอายุ 6 ขวบมาเลี้ยงในปี 1936 … เปล่า ไม่ได้เอามาเลี้ยงเป็นลูก แต่เลี้ยงเป็นเมีย จนเดือนพฤศจิกายนปี 1957 จูเลียนถึงได้ลืมตาดูโลก พร้อมโชคชะตาที่พ่อเป็นคนลิขิตให้เธอคือ “ซูเปอร์ฮิวแมน”

ทั้งสามคนอาศัยอยู่ในบ้านโดดเดี่ยวทางภาคเหนือของฝรั่งเศส และที่นั่น จูเลียน เรียนหนังสือแบบโฮม-สคูล และต้องเข้ารับโปรแกรมฝึกความอดทนบ้าๆ บอๆ หลายรูปแบบของผู้เป็นพ่อ นอกจากรั้วไฟฟ้า และอยู่ร่วมห้องกับหนู เธอยังเจอการฝึกโหดๆ อาทิโหนหน้าผา, ช่วยงานเพชฌฆาตในฟาร์มปศุสัตว์ หรือ กระดกวิสกี้ให้เมาแต่ต้องเดินให้ตรง ซึ่งมีผลทำให้ทุกวันนี้ ตับเธอพังจากพิษแอลกอฮอล์ไปแล้ว

18 ปีที่ต้องทนทุกข์จากพ่อตัวเอง

เป็นเวลานานกว่า 10 ปี ช่วงอายุ 3 ขวบถึง 13 ปีที่จูเลียน โดนการทารุณทางเพศจากคนงานในบ้าน (แมนชั่น) ขณะเดียวกัน จูเลียนยังถูกห้ามออกจากบ้านนานเกือบสิบปี ทำให้เพื่อนของเธอในระหว่างนั้นมีเพียงสุนัข กับลูกม้าอีกสองตัว

“ฉันคิดจริงๆ นะว่าถ้าหากไม่มีสัตว์เลี้ยง ฉันอาจมีชีวิตอยู่ไม่ถึงวันนี้ก็ได้ พวกมันทำให้ฉันได้มีปฏิสัมพันธ์ทางกาย และได้รับความอบอุ่นเพราะไม่มีใครในบ้านที่ได้รับอนุญาตให้ถูกเนื้อต้องตัวกัน พวกมันทำให้ฉันได้เรียนรู้เรื่องความรัก และความเอื้ออาทร”

นอกจากสัตว์เลี้ยง อีกโลกหนึ่งของ จูเลียน อยู่ในหนังสือ แม้มันจะมาจากการคัดสรรให้โดยพ่อของเธอก็ตาม จนในที่สุดเธอหลงใหลงานของ ดอสโตเยฟสกี้ (Dostoyevsky) และโดยเฉพาะหนังสือเรื่อง “The Count of Monte Cristo” ของ อาแล็กซ็องดร์ ดูว์มา ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เธอฝันถึงการหลบหนี

สิ่งน่าทึ่งของจูเลียนคือ แม้จะโดนบงการแบบล้างสมอง เธอกลับต่อต้านพ่อเธอได้ แต่สิ่งที่มีผลกับเธอจริงๆ คือการโกรธตัวเอง และทำร้ายตัวเอง แต่เธอทำบุญมาดี และผู้ช่วยเหลือของเธอก้าวเข้ามาในปี 1972 ในรูปแบบของครูสอนดนตรี…อันเดร โมลิน ที่มาสอนเธอเล่นแอคคอร์เดี้ยน และ เปียโน

“เขาเล่นตามบทของพ่อนานกว่า 3 ปีจนได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ” จูเลียน เล่าถึงวิธีที่ โมลิน ช่วยเธอได้ออกจากบ้าน “จากนั้นพ่อก็อนุญาตให้เขาสอนฉันที่ร้านของเขาที่อยู่ในเมืองใกล้ๆ จนในที่สุดฉันก็ได้ทำงานที่นั่น”

จากนั้น เมื่อจูเลียน อายุ 18 ปี พ่ออนุญาตให้เธอแต่งงานกับหนุ่มนักดนตรีที่เจอกันระหว่างเรียน โดยมีข้อแม้ว่าเธอต้องทิ้งเขาหลังผ่านไป 6 เดือน และต้องกลับบ้านแบบสาวเวอร์จิ้น จูเลียนตอบรับโอกาสนี้ และไม่กลับมาอีก

“ฉันมองว่ามันเป็นเหมือนคู่มือการเอาตัวรอด” จูเลียน กล่าว

จากชีวิตแต่งงาน 6 ปี เธอมีลูกสาวหนึ่งคน (ปัจจุบันอายุ 35 ปี) จากนั้น จูเลียนแต่งงานใหม่อีกครั้ง และมีลูกสาวคนที่สองตอนปี 1990 โดยทุกวันนี้เธอยังห่างเหินกับแม่แท้ๆ ของตัวเอง แม้จะเขียนอุทิศหนังสือเล่มนี้ให้แม่ก็ตาม

“แม่เป็นเหยื่อ และฉันส่งหนังสือพร้อมโน้ตไปให้ท่าน แม่ไม่ได้ตอบกลับมาโดยตรง แต่ฉันได้ยินผ่านคนกลางว่าท่านกลัวแล้วก็ไม่แฮปปี้กับสิ่งที่ฉันเขียนเท่าไหร่”

นานหลายปีที่ จูเลียน เข้ารับการบำบัดเพื่อสู้กับความเจ็บปวดในอดีต และหลังจากได้ปริญญาเกี่ยวกับจิตวิทยา ปัจจุบันเธอไม่ใช่คนไข้ที่ไปรับการรักษา แต่เปลี่ยนมาเป็นรักษา และเยียวยาคนอื่นแทน

การเขียนหนังสือหมายความว่า จูเลียนต้องหวนกลับไปคิดถึงเรื่องเลวร้ายที่เจอในวัยเด็ก แต่เธอมีพลังพอที่จะบอกว่าเธอรู้สึกโล่งใจที่เรื่องราวของเธอได้รับการเผยแพร่ “ฉันอยากให้นี่เป็นหนังสือแห่งความหวัง ฉันมองมันเหมือนคู่มือการเอาตัวรอด”